💡

สรุปก่อนอ่าน

แผลกดทับก่อตัวได้เร็วกว่าที่คิดเมื่อมีแรงกดต่อเนื่อง (ความเร็วต่างกันตามสภาพผู้ป่วย) และมักเริ่มจากชั้นลึก ก่อนจะโผล่มาให้เห็นที่ผิว หัวใจของการป้องกันคือ ลดแรงกด + ลดการเสียดสี + ดูแลผิวให้แข็งแรง ทั้งสามอย่างนี้ต้องทำพร้อมกัน

เหตุผลที่การเปลี่ยนแปลงระยะแรกมักถูกมองข้าม

  • ระยะแรกมักไม่มีแผลเปิดให้เห็น ทำให้ดูเหมือนยังไม่มีอะไร
  • ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างอยู่ในชั้นลึกกว่าที่ตาเห็นจากภายนอก
  • ในผิวสีเข้ม การเปลี่ยนสีสังเกตยากกว่า จึงต้องอาศัยความร้อน ความแข็ง บวม และความเจ็บร่วมด้วย
  • ผู้ป่วยที่รับรู้ความเจ็บได้น้อยลงอาจไม่บอกอาการ
  • จุดเสี่ยงบางตำแหน่งถูกผ้าห่มหรือเสื้อผ้าบังไว้ ไม่ได้ถูกตรวจทุกวัน
  • ผู้ดูแลหลายคนสลับกัน ทำให้ไม่มีใครเห็นแนวโน้มต่อเนื่อง

ความเปลี่ยนแปลงของผิวในระยะแรกอาจดูเหมือนไม่มีอะไร และบางอย่างมองจากภายนอกไม่เห็น การสังเกตแนวโน้มและขอให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมินเมื่อไม่ดีขึ้น จึงมีประโยชน์มากกว่าการรอดูเอง

สถานการณ์ตัวอย่างข้างต้นใช้เพื่อชี้ให้เห็นว่าปัญหาอาจมีหลายปัจจัย จึงควรตรวจผิว ทบทวน routine และขอประเมินเมื่อแนวโน้มไม่ดีขึ้น ไม่ใช่ตัวอย่างผลลัพธ์ที่รับประกันว่าจะเกิดกับทุกบ้าน

แผลกดทับเกิดจากอะไร และทำไมถึงน่ากลัว

แผลกดทับ (Pressure Ulcer) เกิดจากการที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อถูกกดทับจนเลือดไหลเวียนไม่ได้ เมื่อเนื้อเยื่อขาดเลือดนาน มันจะเริ่มตายและกลายเป็นแผล โดยสิ่งที่น่ากังวลคือ ความเสียหายมักเริ่มจากชั้นลึก แล้วค่อยโผล่ขึ้นมาให้เห็นที่ผิวทีหลัง

ดังนั้นตอนที่เราเห็นรอยแดงที่ผิว ข้างใต้อาจเสียหายไปมากแล้ว — นี่คือเหตุผลที่ต้องไม่รอดู

นอกจากแรงกด ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้แผลเกิดเร็วขึ้น หลายคนไม่รู้ว่า การลากหรือดึงตัวผู้ป่วยบนที่นอน ก็ทำให้เกิดแรงเสียดสีที่ทำลายผิวได้เช่นกัน รวมถึงความชื้นจากปัสสาวะที่ทำให้ผิวอ่อนแอและเสียหายง่ายขึ้นมาก

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าภาพรวมการดูแลผู้ป่วยติดเตียงควรทำอะไรบ้าง แนะนำอ่านเพิ่มเติมที่ คู่มือดูแลผู้ป่วยติดเตียงสำหรับมือใหม่ → ก่อนได้เลย

จุดเสี่ยงบนร่างกาย ต้องตรวจทุกวัน

แผลกดทับเกิดบริเวณที่กระดูกกดใกล้ผิวหนัง ซึ่งหลายบ้านจะมองข้ามจุดเหล่านี้เพราะดูเข้าถึงยาก โดยเฉพาะส้นเท้าที่ต้องพลิกดูข้างล่าง

🗺️ จุดเสี่ยงที่ต้องตรวจทุกเช้า

🔴

ก้นกบ / กระเบนเหน็บ

พบบ่อยในคนนอนหงาย

🔴
ส้นเท้า

พบบ่อยแต่มักถูกมองข้าม ต้องพลิกดู

🟠
สะโพกด้านข้าง

เกิดเมื่อนอนตะแคงนานเกินไป

🟡
สะบักและท้ายทอย

ในคนนอนหงายเป็นประจำ

🟡
ข้อศอกและข้อเท้า

บริเวณที่กระดูกนูนออกมา

🟡
ขาหนีบ

โดยเฉพาะถ้าผ้าอ้อมรัดแน่น

ระยะของแผลกดทับ — เพื่อเข้าใจภาษาและสื่อสารกับทีมสุขภาพ

ข้อมูลระยะของแผลมีไว้เพื่อช่วยเข้าใจสิ่งที่พยาบาลหรือแพทย์พูดถึง และบันทึกสิ่งที่เห็นได้แม่นขึ้น ไม่ใช่เพื่อวินิจฉัยหรือเลือกวิธีทำแผลเอง — ทุกกรณีที่ผิวแตกหรือสงสัยแผลกดทับ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินและกำหนดแผนดูแล

🟢 ระยะที่ 1

ผิวยังไม่แตก แต่มีรอยแดง

กดนิ้วลงไปแล้วสีไม่จางหาย อาจร้อนหรือแข็งกว่าผิวโดยรอบ ในคนผิวเข้มอาจเป็นรอยคล้ำ

✅ หยุดกดทับทันที บันทึก และขอให้พยาบาลประเมิน
🟡 ระยะที่ 2

ผิวชั้นนอกเริ่มเปิด

รอยถลอก ตุ่มน้ำ หรือแผลตื้น ๆ สีชมพูแดง — ผิวเปิดแล้ว การทำแผลควรอยู่ภายใต้การประเมินและคำแนะนำของพยาบาลหรือแพทย์

⚠️ ติดต่อพยาบาล/แพทย์เพื่อวางแผนทำแผล
🔴 ระยะที่ 3

แผลลึกถึงชั้นไขมัน

เห็นเนื้อสีเหลือง อาจมีกลิ่น ขอบแผลอาจดำหรือน้ำตาล ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลหลัก

🚨 ต้องพบแพทย์
🟣 ระยะที่ 4

ลึกถึงกล้ามเนื้อหรือกระดูก

อาจต้องผ่าตัด ห้ามดูแลเองที่บ้านโดยไม่ปรึกษาหมอ

🚨 พบแพทย์ทันที — ไม่รอ

หลักที่ทำให้การดูแลมีโอกาสได้ผลคือ ลดแรงกด + ลดการเสียดสี + ดูแลผิวให้แข็งแรง ทั้งสามอย่างต้องทำพร้อมกัน เพราะถ้าทำแค่อย่างเดียว เช่น มีที่นอนลมแต่ผิวแห้งและไม่พลิกตัว ก็ยังเกิดแผลได้อยู่ดี

วิธีพลิกตัวที่ถูกต้อง ทำยังไงถึงปลอดภัย

หลายบ้านพลิกตัวได้ แต่พลิกแบบที่เพิ่มความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว เพราะการลากหรือดึงตัวผู้ป่วยบนที่นอนสร้างแรงเสียดสีที่ทำลายผิวได้เช่นกัน

1

ตั้งเวลาเตือนตามแผนพลิกตัวของผู้ป่วย

ความถี่และท่าที่ใช้ควรกำหนดจากการประเมินรายบุคคล เช่น ระดับความเสี่ยง สภาพผิว ความสามารถในการขยับ ความเจ็บปวด ความสบาย อุปกรณ์รองรับ และแผนของทีมรักษา — ใช้ตัวช่วยเตือนแทนการพึ่งความจำ เพราะเวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัวได้ง่าย ดูวิธีตั้งแผนที่ ควรพลิกตัวบ่อยแค่ไหน

💡 ที่นอนลมช่วยกระจายแรงกด แต่ไม่แทนการเปลี่ยนท่า และไม่ควรใช้เป็นเหตุให้ยืดรอบเอง ความถี่ต้องกำหนดจากการประเมินเฉพาะบุคคลร่วมกับทีมสุขภาพ
2

สลับท่าให้ครบวงจร

นอนหงาย → ตะแคงซ้าย → หงาย → ตะแคงขวา → วนซ้ำ ถ้าทำได้ให้นั่งพิงหัวเตียงในมุม 30–45 องศาช่วงกลางวัน ช่วยระบบหายใจด้วย

3

พลิกแบบกลิ้ง ไม่ใช่แบบลาก

งอเข่าก่อนแล้วค่อยๆ กลิ้งทั้งตัว อย่าลากหรือดึงบนที่นอน เพราะแรงเสียดสีนั้นทำให้ผิวช้ำและพังได้เช่นกัน

4

รองส้นเท้าให้ลอยจากที่นอน

ใช้หมอนรองใต้น่อง ไม่ใช่ใต้ส้นเท้าโดยตรง เพื่อให้ส้นเท้าลอยขึ้นไม่กดกับที่นอน วิธีนี้ทำได้ง่ายและเป็นเทคนิคลดแรงกดที่ใช้กันทั่วไป โดยต้องตรวจผิวและปรับตามความสบายของผู้ป่วย

สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดกับแผลกดทับ

ถ้าเคยลองดูแลแล้วแผลไม่ดีขึ้น อาจมีบางอย่างที่ทำอยู่โดยไม่รู้ว่ามันยิ่งทำให้แย่ลง

❌ ห้ามทำเด็ดขาด

  • นวดหรือถูบริเวณที่แดงหรือเสี่ยง (แนวทางสากลไม่แนะนำ — ให้ลดแรงกดแทน)
  • ใช้แอลกอฮอล์หรือโพวิโดน-ไอโอดีนเข้มข้นบนแผล
  • ปล่อยให้แผลแห้งสนิท
  • ใช้ห่วงยางหรือโดนัทรองก้น
  • วางสำลีโดยตรงบนแผล
  • ลากหรือดึงตัวผู้ป่วยบนที่นอน

✅ ทำอย่างนี้แทน

  • หยุดกดทับบริเวณนั้นทันที
  • ถ้าผิวยังไม่แตก: ดูแลผิวให้แห้งสะอาด และเฝ้าสังเกต
  • ถ้าผิวแตก/มีแผล: ให้พยาบาลหรือแพทย์เป็นผู้กำหนดวิธีทำแผลและวัสดุปิดแผล ไม่เลือกเอง
  • ใช้หมอนรองรับข้างๆ แทนห่วงยาง
  • พลิกตัวบ่อยขึ้นในบริเวณที่มีปัญหา
  • พบแพทย์ทันทีถ้าแผลลึก มีน้ำเหลือง หนอง กลิ่นผิดปกติ หรือมีไข้

วิธีป้องกันแผลกดทับที่ทำได้จริง

การป้องกันที่ดีควรทำทั้งสามด้านพร้อมกัน ขาดด้านใดด้านหนึ่งก็ยังเสี่ยงอยู่

  • พลิกตัวสม่ำเสมอตามแผนเฉพาะบุคคล — ไม่มีอุปกรณ์ใดทดแทนการพลิกตัวได้ นี่คือหัวใจ
  • เลือกที่นอนที่เหมาะสม — ที่นอนลมสลับแรงดันช่วยกระจายแรงกดได้ดี แต่ต้องเข้าใจว่ามันลดความเสี่ยง ไม่ใช่ขจัดความเสี่ยง
  • ดูแลความชื้นและแรงเสียดสี — การดูแลความชื้นและลดแรงเสียดสีช่วยรักษาสภาพผิว แต่ไม่ทดแทนการลดแรงกด การเปลี่ยนท่า และ support surface ที่เหมาะสม
  • ลดความชื้นจากผ้าอ้อม — เปลี่ยนผ้าอ้อมให้เร็วเมื่อเปียก และดูแลผิวตามแผนดูแล (ความชื้นเป็นปัจจัยเสริม ไม่ใช่สาเหตุหลักของแผลกดทับ)
  • ดูแลโภชนาการ — โปรตีนและวิตามินซีมีส่วนสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

การดูแลผิวโดยรวมให้แข็งแรงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันแผลกดทับมาก อ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีดูแลผิวผู้ป่วยติดเตียงแบบครบทุกจุด →

การดูแลความชื้นและลดแรงเสียดสีช่วยรักษาสภาพผิว แต่ไม่ทดแทนการลดแรงกด การเปลี่ยนท่า และ support surface ที่เหมาะสม

สัญญาณอันตราย รีบพบแพทย์ทันที

แผลที่มีหนอง กลิ่นผิดปกติ บวมร้อน ไข้ หรืออาการแย่ลงควรได้รับการประเมินโดยเร็ว

🚨

ต้องพบแพทย์ทันที ไม่รอ

แผลมีกลิ่นเหม็น · มีหนองสีเหลืองหรือเขียว · ขอบแผลบวมแดงและร้อน · ผู้ป่วยมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ · แผลขยายใหญ่ขึ้นทุกวันแม้จะดูแลแล้ว · แผลลึกจนเห็นเนื้อสีต่างจากปกติ

และถ้ายังไม่แน่ใจว่าที่เห็นอยู่เป็นแผลกดทับหรือผื่นจากผ้าอ้อม สองอย่างนี้ดูคล้ายกันแต่รักษาต่างกัน อ่านเพิ่มที่ ก้นแดงจากผ้าอ้อม vs แผลกดทับ ต่างกันยังไง →

เพิ่มขั้นตอน skin barrier ในกิจวัตรดูแลผิว

สำหรับผิวที่ยังไม่มีแผลเปิด อาจเพิ่มขั้นตอน skin barrier หลังเช็ดผิวให้แห้งก่อนใส่ผ้าอ้อมใหม่ เพื่อช่วยลดการสัมผัสความชื้นและแรงเสียดสีใน routine ดูแลผิวประจำวัน ไม่ใช่การรักษาแผลกดทับ ไม่ใช้แทนการพลิกตัว ลดแรงกด ทำแผล หรือคำแนะนำแพทย์/พยาบาล

⚠️ ถ้ามีรอยแดงกดแล้วไม่จาง แผลเปิด น้ำเหลือง หนอง หรือสงสัยติดเชื้อ ให้ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลก่อนใช้

คำถามที่พบบ่อย

สัญญาณระยะแรกคือรอยแดงที่กดนิ้วลงไปแล้วสีไม่จางหาย อาจรู้สึกร้อนหรือแข็งกว่าผิวโดยรอบ ในคนผิวเข้มอาจดูเป็นรอยคล้ำหรือน้ำเงิน ถ้าเจอสัญญาณนี้ต้องรีบหยุดกดทับและดูแลทันที อย่ารอดูว่าจะหายเอง
ลดความเสี่ยงได้มากแต่รับประกันไม่ได้ — หัวใจคือการพลิกตัวสม่ำเสมอตามแผนเฉพาะบุคคล ร่วมกับ support surface ที่เหมาะสม การดูแลผิวและความชื้น โภชนาการ และการประเมินโดยทีมสุขภาพ ถ้าพบผิวเปลี่ยน ให้ลดแรงกด บันทึก และขอประเมินเร็ว
ตามแนวทางสากล ไม่ควรนวดหรือถูบริเวณที่มีความเสี่ยงหรือมีรอยแดงจากแรงกด เพราะอาจเพิ่มความเสียหายของเนื้อเยื่อ สิ่งที่ควรทำคือลดแรงกดบริเวณนั้นและขอให้ทีมสุขภาพประเมิน
ที่นอนลมช่วยกระจายแรงกดได้ แต่ไม่ทดแทนการพลิกตัว — ยังต้องพลิกตัวสม่ำเสมอตามแผนเฉพาะบุคคลของผู้ป่วย เพราะ support surface ลดความเสี่ยง ไม่ใช่ขจัดความเสี่ยง
ตอบเป็นจำนวนวันแบบตายตัวไม่ได้ เพราะขึ้นกับระยะของแผล สุขภาพโดยรวม โภชนาการ การไหลเวียนเลือด และการลดแรงกดได้จริงแค่ไหน โดยทั่วไปแผลระยะลึกใช้เวลานานกว่าและต้องดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่ทำได้คือปฏิบัติตามแผนดูแล ติดตามแนวโน้ม และแจ้งทีมสุขภาพทันทีถ้าแผลไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง