ท้องผูก · ยาระบาย

ยาระบายในผู้สูงอายุ
รู้จักกลุ่มยา ความเสี่ยง และคำถามที่ต้องถามก่อนใช้

ไม่ใช่ยาระบายทุกตัวที่ใช้ได้กับผู้ป่วยติดเตียง รู้ก่อนให้ยา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่อันตรายกว่าท้องผูก

📅 ทบทวนล่าสุด 27 กรกฎาคม 2569 · แหล่งอ้างอิงหลัก: NICE CKS (Constipation), แนวทาง NHS เรื่อง constipation ⏱ อ่าน 7 นาที 💊 ยาระบาย
⚡ สรุปสั้น — ยาระบายสำหรับผู้สูงอายุ
✅ Macrogol (PEG) — มักเป็นตัวเลือกแรกภายใต้คำแนะนำแพทย์/เภสัชกร
✅ Lactulose — อ่อนโยน ใช้ได้
⚠️ Bisacodyl — ระวังการใช้บ่อย
🚫 Senna ระยะยาว — เสี่ยงดื้อยา
🚨 ก่อนให้ยาระบายทุกชนิด ต้องแน่ใจว่าไม่มีลำไส้อุดตัน ท้องแข็ง หรืออาเจียน — ถ้ามีอาการเหล่านี้ต้องพบแพทย์ก่อน ไม่ใช่ให้ยาระบายเพิ่ม
ยาระบายที่ซื้อเองจากร้านขายยา อาจทำให้เสียสมดุลเกลือแร่อันตรายถึงชีวิตในผู้ป่วยโรคไตหรือหัวใจ โดยไม่รู้ตัว

หลายบ้านเห็นว่าซื้อยาระบายจากร้านยาง่ายและออกฤทธิ์เร็ว เลยใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ แต่ผู้สูงอายุติดเตียงที่กินยาหลายตัวอยู่แล้ว ยาระบายผิดชนิดหรือผิดขนาดโต้ตอบกับยาที่รับอยู่ได้ หรือดึงน้ำออกจากร่างกายมากเกินไปจนเป็นอันตราย

สิ่งที่แพทย์หรือเภสัชกรใช้พิจารณา — และสิ่งที่คนดูแลเตรียมไปได้

ปัจจัยทำไมถึงมีผลต่อการเลือก
โรคร่วม โดยเฉพาะโรคไตและโรคหัวใจมีผลต่อความเหมาะสมของยาบางกลุ่มโดยตรง
ภาวะขาดน้ำและของเหลวที่ได้รับจริงยาบางกลุ่มต้องการของเหลวเพียงพอจึงจะเหมาะสม
ยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ รวมอาหารเสริมบางชนิดสัมพันธ์กับท้องผูก บางชนิดมีปฏิกิริยาต่อกัน
ภาวะกลืนลำบากมีผลต่อรูปแบบยาที่ผู้ป่วยใช้ได้
ความเป็นไปได้ของอุจจาระอัดแน่นหรือการอุดกั้นต้องประเมินก่อน เพราะเปลี่ยนแนวทางทั้งหมด
รูปแบบการขับถ่ายเดิมและสิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นข้อมูลที่คนดูแลเตรียมไปได้ และมีค่าต่อการตัดสินใจ

ทำไมยาระบายในผู้สูงอายุติดเตียงถึงอันตรายกว่าคนปกติ

ยาระบายที่ปลอดภัยในคนหนุ่มสาวอาจไม่ปลอดภัยในผู้สูงอายุติดเตียง เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านพร้อมกัน

🔍 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนให้ยาระบาย

  • ⚠️ ไตทำงานลดลงตามอายุ ทำให้ขับยาและเกลือแร่ได้ช้ากว่า เสี่ยงสะสมยาในร่างกาย
  • ⚠️ ดื่มน้ำน้อยอยู่แล้ว ยาระบายที่ดึงน้ำออกจะทำให้ขาดน้ำและเกลือแร่เร็วมาก
  • ⚠️ กินยาหลายชนิดพร้อมกัน ยาระบายบางตัวโต้ตอบกับยาหัวใจ ยาความดัน และยาเบาหวาน
  • ⚠️ กล้ามเนื้อลำไส้อ่อนแรง ยา Stimulant ที่บีบลำไส้แรงๆ อาจทำให้ปวดและเกร็งรุนแรง
  • ⚠️ มีโรคประจำตัว ยาระบายบางชนิดห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ และโรคลำไส้อักเสบ
บุคลากรสุขภาพให้คำปรึกษาผู้ดูแลโดยไม่มีผลิตภัณฑ์หรือฉลากยาในภาพ
ข้อมูลเรื่องยาควรเป็นกลางและพิจารณาร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกร
หลักใช้ข้อมูลอย่างปลอดภัย: ก่อนเพิ่มอาหาร น้ำ การนวดท้อง หรือยาระบาย ควรทบทวนภาวะกลืนลำบาก (dysphagia) โรคไต โรคหัวใจ เบาหวาน การจำกัดน้ำ ยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ และสัญญาณอันตราย ไม่มีวิธีหรือจำนวนวันที่ใช้เป็นเกณฑ์เดียวได้กับทุกคน

รู้จักกลุ่มยาระบาย — เพื่อคุยกับแพทย์และเภสัชกรได้ตรงจุด

ยาระบายแต่ละกลุ่มมีบทบาท ข้อควรระวัง และความเหมาะสมต่างกัน การเลือกควรอิงอาการ โรคร่วม การทำงานของไต/หัวใจ การกลืน ภาวะขาดน้ำ ยาที่ใช้อยู่ และความเสี่ยงอุดตัน ไม่ควรจัดอันดับว่ากลุ่มใดเหมาะสมโดยอัตโนมัติสำหรับทุกคน หรือปรับยาเองโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญทบทวน

ยาระบายมีหลายกลุ่มและกลไกต่างกัน ความเหมาะสมขึ้นกับโรคประจำตัว ยาอื่นที่ใช้อยู่ การทำงานของไตและหัวใจ และสาเหตุของท้องผูก หน้านี้ให้ความรู้เพื่อเตรียมคุยกับแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่คู่มือเลือกยา ขนาดยา หรือระยะเวลาใช้เอง

ยากลุ่ม Osmotic — ดึงน้ำเข้าลำไส้

แพทย์มักพิจารณาในหลายกรณี

ทำงานโดยดึงน้ำเข้าลำไส้ ทำให้อุจจาระนิ่มและถ่ายง่ายขึ้น ไม่กระตุ้นลำไส้โดยตรง — ความเหมาะสมและขนาดยาในผู้สูงอายุแต่ละคนขึ้นกับการประเมินของแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะเรื่องปริมาณน้ำที่ต้องดื่มร่วม

💊 ตัวอย่าง: Macrogol (MiraLax, Forlax), Lactulose (Duphalac)
⚠️ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอร่วมด้วย Lactulose อาจทำให้ท้องอืดในบางคน ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

ยากลุ่ม Bulk-forming — เพิ่มใยอาหาร

ปลอดภัยดี

ทำงานเหมือนใยอาหาร เพิ่มปริมาณและทำให้อุจจาระนิ่ม เหมาะสำหรับป้องกันท้องผูกระยะยาว แต่ต้องดื่มน้ำมากพอ

💊 ตัวอย่าง: Psyllium Husk (Metamucil), Methylcellulose
⚠️ กลุ่มนี้ต้องได้รับของเหลวเพียงพอร่วมด้วย ถ้าได้รับน้อยอาจทำให้อุจจาระแข็งตัวในลำไส้ได้ ปริมาณของเหลวที่เหมาะสมต้องอิงแผนของผู้ป่วยและคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ใช่ขนาดเดียวกับทุกคน
⚠️

ยากลุ่ม Stimulant — กระตุ้นลำไส้โดยตรง

ใช้ระยะสั้น เท่านั้น

บีบลำไส้โดยตรงและออกฤทธิ์เร็ว — การใช้ต่อเนื่องควรอยู่ภายใต้การทบทวนของแพทย์/เภสัชกร ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ระยะยาวตามแผนผู้เชี่ยวชาญ ไม่ปรับหรือหยุดเอง

💊 ตัวอย่าง: Bisacodyl (Dulcolax), Senna
⚠️ ไม่ควรใช้เกิน 1 สัปดาห์ติดต่อกันโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ปวดท้องเกร็งและท้องเสียเป็นผลข้างเคียงที่พบบ่อย
🚫

ยากลุ่ม Saline/Phosphate Enema — ล้างลำไส้

ต้องระวังมาก

ยาสวนทวารหลายชนิดในกลุ่มนี้อาจทำให้ฟอสเฟตในเลือดสูงอย่างรุนแรงในผู้ป่วยที่ไตทำงานลดลง เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

💊 ตัวอย่าง: Fleet Enema (Sodium Phosphate)
🚫 ห้ามใช้ในผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ หรือผู้สูงอายุที่ไม่ทราบสภาพไต ต้องผ่านแพทย์เท่านั้น
💧

สิ่งที่มักเกิดขึ้นหลังการใช้ยาระบายคือ ท้องเสียตามมา ซึ่งทำให้ผิวบริเวณก้นและรอยพับต้องสัมผัสกับความชื้นและกรดจากอุจจาระซ้ำๆ แรงเสียดสีและความชื้นที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ทำให้ผิวอ่อนแอลงและเสี่ยงต่อผื่นมากกว่าปกติ การดูแลผิวให้มีชั้นป้องกันที่ดีในช่วงนี้จึงสำคัญโดยเฉพาะ

ตารางกลุ่มยาระบาย — สำหรับเตรียมข้อมูลก่อนพบแพทย์หรือเภสัชกร

ใช้ตารางนี้เพื่อเข้าใจภาษาและเตรียมคำถาม ไม่ใช่เพื่อเลือกยาเอง

กลุ่มยา ทำงานอย่างไร ปัจจัยที่แพทย์/เภสัชกรพิจารณา สิ่งที่ควรแจ้งก่อนใช้
Osmotic
เช่น Macrogol/PEG, Lactulose
ดึงน้ำเข้าลำไส้ให้อุจจาระนิ่มขึ้น ปริมาณน้ำที่ดื่มได้จริง การทำงานของไตและหัวใจ อาการท้องอืด โรคไต/หัวใจ การจำกัดน้ำ เบาหวาน (บางสูตรมีน้ำตาล)
Bulk-forming
เช่น Psyllium Husk
เพิ่มกากใยและปริมาณอุจจาระ ต้องดื่มน้ำตามเพียงพอ ไม่เหมาะถ้ากลืนลำบากหรือดื่มน้ำได้น้อย ปัญหาการกลืน ปริมาณน้ำต่อวัน ประวัติลำไส้อุดตัน
Stimulant
เช่น Bisacodyl, Senna
กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้โดยตรง ระยะเวลาที่เหมาะสม อาการปวดเกร็ง ความเสี่ยงเมื่อใช้ต่อเนื่อง ระยะเวลาที่ใช้มาแล้ว อาการปวดท้อง ยาอื่นที่ใช้ร่วม
ยาสวนทวาร / Enema
รวม Phosphate Enema
กระตุ้นหรือล้างลำไส้ส่วนปลาย สภาพไตและหัวใจ ความเปราะบางของเนื้อเยื่อ ต้องทำโดยหรือภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ โรคไต/หัวใจ ริดสีดวงหรือเลือดออกทางทวาร ประวัติผ่าตัดลำไส้
🚨 ห้ามให้ยาระบายทุกชนิดถ้ามีอาการเหล่านี้: ท้องแข็งหรือบวมผิดปกติ ไม่มีผายลม อาเจียน ปวดท้องเฉียบพลัน — อาการเหล่านี้อาจเป็นลำไส้อุดตัน ยาระบายจะทำให้แย่ลงมากขึ้น

ยาที่ใช้อยู่ อาจเป็นสาเหตุของท้องผูกเอง

ก่อนคุยเรื่องยาระบาย ควรทบทวนยาปัจจุบันกับแพทย์หรือเภสัชกร เพราะยาหลายกลุ่มทำให้ท้องผูกได้ เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม opioid ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic ธาตุเหล็ก แคลเซียม และยาลดความดันบางชนิด — อย่าหยุดยาใด ๆ เอง ให้จดรายการยาทั้งหมด (รวมสมุนไพรและอาหารเสริม) ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทบทวน

สิ่งที่ควรเตรียมไปคุย: รายการยาทั้งหมด, บันทึกการขับถ่าย (bowel record: ความถี่ ลักษณะอุจจาระ อาการปวดหรือเบ่งยาก), โรคประจำตัวโดยเฉพาะไต หัวใจ และภาวะกลืนลำบาก, ปริมาณน้ำและอาหารที่ได้จริงต่อวัน และประวัติผ่าตัดช่องท้อง — ข้อมูลชุดนี้ช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางที่ปลอดภัยได้เร็วขึ้น

เมื่อไหร่ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนให้ยาระบาย

ไม่ใช่ทุกครั้งที่ท้องผูกต้องรีบซื้อยา แต่มีหลายกรณีที่ต้องให้แพทย์ตัดสินใจก่อน

🔍 กรณีที่ต้องให้แพทย์หรือเภสัชกรดูก่อนเสมอ

  • 🏥 ผู้ป่วยมีโรคไต หรือค่าไตผิดปกติ — ยาระบายหลายชนิดขับผ่านไตและอาจสะสมอันตราย
  • 🏥 กินยาหัวใจ ยาความดัน หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือด — มีโอกาสโต้ตอบกับยาระบาย
  • 🏥 ท้องผูกเพิ่งเกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน — อาจเป็นสัญญาณของโรคอื่น
  • 🏥 รูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปชัดเจน หรือมีอาการท้องแข็ง อาเจียน — ต้องประเมินก่อนให้ยา
  • 🏥 เคยมีประวัติลำไส้อุดตัน หรือผ่าตัดช่องท้อง — ต้องระวังเป็นพิเศษ

ข้อควรระวังที่พบบ่อย

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำเรื่องยาระบาย

✅ ควรทำ

  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนให้ยาระบายทุกครั้ง
  • แจ้งยาทุกชนิดที่รับอยู่ก่อนให้ยาระบาย
  • ให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้เลือกกลุ่มยาและลำดับการใช้ ตามอาการและโรคร่วมของผู้ป่วย
  • ดูแลของเหลวให้เพียงพอตามแผนของผู้ป่วยเมื่อใช้ยาระบาย
  • บันทึกผลการใช้ยาและแจ้งแพทย์
  • แก้สาเหตุท้องผูกควบคู่ไปด้วยเสมอ

❌ ไม่ควรทำ

  • ให้ยาระบายตอนท้องแข็งหรืออาเจียน
  • ใช้ยา Stimulant เกิน 1 สัปดาห์โดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • สวนทวารเองโดยไม่ผ่านการอบรม
  • เพิ่มขนาดยาเองเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้ผล
  • ซื้อ Phosphate Enema ใช้เองในผู้สูงอายุ
  • หวังพึ่งยาระบายอย่างเดียวโดยไม่แก้สาเหตุ

☑️ Checklist ก่อนให้ยาระบายทุกครั้ง

✅ ตรวจก่อนให้ยา

  • ท้องไม่แข็ง ไม่บวม ไม่เจ็บผิดปกติ
  • มีผายลมอยู่ (ลำไส้ยังทำงาน)
  • ไม่มีอาการอาเจียนหรือคลื่นไส้
  • ทราบโรคประจำตัวและยาที่รับอยู่
  • ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแล้ว

📋 หลังให้ยา ติดตาม

  • ถ่ายออกมาภายในเวลาที่คาดไว้
  • ไม่มีอาการท้องเสียรุนแรงหรืออ่อนแรง
  • ผู้ป่วยไม่มีอาการมึนงงหรือสับสน
  • ดื่มน้ำชดเชยให้เพียงพอหลังให้ยา
  • บันทึกผลและแจ้งแพทย์ครั้งถัดไป

สรุปสำหรับคนดูแล — ตัดสินใจง่ายๆ

อ่านต่อเรื่องการดูแลการขับถ่าย

ท้องผูกในผู้ป่วยติดเตียงดูแลได้เป็นระบบ — เริ่มจากแนวทางที่ทำได้เองที่บ้านอย่างปลอดภัย

วิธีบรรเทาท้องผูกแบบไม่ใช้ยา →
⚠️ ข้อมูลนี้ไม่ใช่คำสั่งใช้ยา ขนาดยาและชนิดยาควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต โรคหัวใจ กินยาหลายชนิด หรือมีอาการท้องแข็ง/อาเจียน ห้ามเพิ่มขนาดยาเองเมื่อรู้สึกว่าไม่ได้ผล

คำถามที่พบบ่อย

ไม่มีชนิดใดที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติสำหรับทุกคน — ความเหมาะสมขึ้นกับโรคประจำตัว (โดยเฉพาะไตและหัวใจ) ยาอื่นที่ใช้ ปริมาณน้ำที่ดื่มได้ การกลืน และสาเหตุของท้องผูก แพทย์หรือเภสัชกรจะพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ก่อนแนะนำกลุ่มยาและขนาดที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน สิ่งที่คนดูแลเตรียมไปช่วยได้จริงคือรายการยาทั้งหมดและบันทึกการขับถ่าย
ยาระบายแบบสวนทวารควรให้โดยพยาบาลหรือผู้เชี่ยวชาญ ไม่ควรทำเองที่บ้านโดยไม่ผ่านการอบรม เพราะถ้าทำไม่ถูกวิธีอาจทำให้ลำไส้ทะลุได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ให้ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลให้สาธิตก่อน
ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ยากลุ่ม Stimulant เช่น Bisacodyl และ Senna ถ้าใช้บ่อยและนานจะทำให้ลำไส้พึ่งพายามากขึ้นเรื่อยๆ แต่ยากลุ่ม Osmotic เช่น Macrogol และ Lactulose มีโอกาสดื้อยาน้อยกว่ามาก อย่างไรก็ตาม การใช้ยาระยะยาวชนิดใดก็ตามควรอยู่ภายใต้การทบทวนของแพทย์หรือเภสัชกร ควบคู่กับการดูแลสาเหตุร่วม เช่น ปริมาณน้ำ อาหาร และการขยับตัว ตามข้อจำกัดของผู้ป่วย
เรียบเรียงโดย BedriddenCare · ตรวจทานโดย ทีมวิชาการ Genki House · ทบทวนล่าสุด 27 กรกฎาคม 2569
แหล่งอ้างอิงหลักของหน้านี้
1. NHS. Constipation — เข้าถึง ก.ค. 2026
2. NHS. Laxatives — เข้าถึง ก.ค. 2026
3. IDDSI. IDDSI Framework (อาหารปรับเนื้อสัมผัสสำหรับผู้กลืนลำบาก) — เข้าถึง ก.ค. 2026